Kind Particle
วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554
หยุดคิดจะตั้งเป้าหมายในปีใหม่ได้แล้ว
จากโพสต์บนเฟสบุกของ Dr.Wayne W. Dyer ในวันปีใหม่ 2012
ขอให้คุณลืมไปเลยวิธีเก่าๆที่ตั้งใจหรือสัญญากับตัวเองว่าปีใหม่นี้ฉันจะทำโน่นทำนี่
อย่างที่พวกคุณชอบทำกันในวันปีใหม่ของทุกปี
ขอให้ลองเปลี่ยนมาเป็นการตั้งเป้าหมายของคุณแบบวันต่อวัน
แล้วจงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเพื่อทำเป้าในวันนั้นให้เป็นจริง
และจงทำแบบนี้ไปตลอดชีวิตของคุณที่เหลืออยู่
เมื่อคุณเก่งในการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปทีละวันๆ คุณจะเห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตา
ขอให้จำไว้ว่า..ใครๆก็ทำอะไรก็ได้เพียงแค่วันเดียว เลิกกักขังตัวเองด้วยความคิดว่าฉันมันคนขี้แพ้
และจงเริ่มมีความสุขในแต่ละวันของปีใหม่อันสดใสได้แล้ว
---------------------------
Dr. Wayne W. Dyer suggest on 1-Jan-12..(on his Facebook wall.)
Forget about those New Year’s resolutions in which you decide on
the first day of January how you will be conducting your life for
the next twelve months. Instead, set up day-to-day goals for yourself,
and then resolve to begin living with present moment awareness for the
rest of your life. When you get good at living your present moments
one day at a time, you’ll see yourself changing right before
your own surprised eyes. Remember, anyone can do anything for just one day,
so tune out the sentences that keep you locked into your old self-defeating
way and begin to enjoy each day of your bright new year.
ในปีพ.ศ.2555 นี้.ผมขอส่งมอบความสุขแก่ญาติโลกญาติธรรมทุกท่านเป็นปัญญาขวัญ
โดยอาราธนานิยามความสุข 4 ขั้นของท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เมตตาสั่งสอนผ่านคุณวู้ดดี้
ในเบื้องต้นนี้ขอเราทั้งหลายร่วมกันยืดอกถ่มน้ำลายรดความสุขขั้นแรกคือความสุขจากกามารมณ์
และมาร่วมเดินทางสู่ spiritual orgasm ร่วมกันเถิด
-ด้วยคารวะอย่างสูงสุดจากความว่าง
http://www.youtube.com/watch?v=R5dGRW8PgAg&feature=youtube_gdata_player
วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554
พ่อรวยสอนลูก...ภาคพิสดาร
อยู่มาวันหนึ่ง..พ่อรวยอยากให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับความจน..
พวกเขาจึงออกเดินทางท่องเที่ยว และได้ใช้เวลาอยู่ในสวน
ของครอบครัวจนๆครอบครัวหนึ่ง...
ในระหว่างที่เขาเดินทางกลับ พ่อก็ถามลูกชายว่า..
ลูกชายก็ตอบว่า..ผมได้เห็นว่า
แล้วทั้งคู่ก็หันมาหากัน..

บทเรียน:: มันไม่ใช่เงินทองที่ทำให้เราร่ำรวย แต่มันคือ...
พวกเขาจึงออกเดินทางท่องเที่ยว และได้ใช้เวลาอยู่ในสวน
ของครอบครัวจนๆครอบครัวหนึ่ง...
ในระหว่างที่เขาเดินทางกลับ พ่อก็ถามลูกชายว่า..
"ลูก..ลูกเห็นมั้ยว่าพวกเขาจนกันขนาดไหน และลูกได้เรียนรู้อะไรบ้าง"
ลูกชายก็ตอบว่า..ผมได้เห็นว่า
"เรามีหมาหนึ่งตัว...พวกเขามีหมาตั้งสี่ตัว
เรามีสระว่ายน้ำ...พวกเขามีสายน้ำลำธาร
เรามีโคมไฟใช้กลางคืน...พวกเขามีดาวเต็มฟ้า
เราเอาเงินแลกอาหาร...พวกเขาปลูกผักเลี้ยงสัตว์ได้เอง
เรามีกำแพงล้อมบ้าน...พวกเขามีเพื่อนมากมาย
เรามีสารานุกรม...พวกเขามีพระคัมภีร์"
แล้วทั้งคู่ก็หันมาหากัน..
"พ่อครับ..ขอบคุณครับพ่อ..ที่ทำให้ผมได้เห็นว่า เราจนแค่ไหน"

บทเรียน:: มันไม่ใช่เงินทองที่ทำให้เราร่ำรวย แต่มันคือ...
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ในหลวงฯในสายตาของชาวต่าง...
[ที่มา..เขาว่าเป็น Fwd Mail...]
ในหลวงฯในสายตาของชาวต่าง...
ชาติไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้าwall และในหลายเว็ปไซด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือในการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ
เมื่อวันก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งผลิตเอาไว้..ตามภาษาคนทำธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติมาอีตอนท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า..."คุณรู้ไหมทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทย "..เราก็ตอบไปตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า "ส่วนมากแล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมีศักยภาพสูงสุดในแถบ เอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจึงยังห่าง"....แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ....."แต่ปัจจัยหลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ "ในหลวงฯ.."..เริ่มอึ้งไปชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็นเพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..
"ก็เพราะประเทศคุณมี king of king...(แปลไม่ถูกเพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็นที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ"...แล้วผมก็ถามกลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า "เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"แต่เป็นเรื่อง"การเมือง" ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว"......
...จบตอนนี้ผมอึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่าที่ คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมือง ของคนเลวๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า"ในหลวง"ที่มีคุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทยจน คนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณ พ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีก ครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...
ในตอนที่เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีกว่า....
"คน ไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"....ผมกับพ่อหันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า...."ก็ผมเห็นธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบแม้นกระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุดถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่พิมพ์คำว่า.."เรารักในหลวง" ลงไปในธนบัตร.."..ทั้งผมทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น....."เท่ห์" มากครับที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....
ส่งแขกเสร็จกลับบ้านกับพ่อสอง คน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้านเห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถคำแรก ที่พ่อพุดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....
เรื่อง ทั้งหมดที่เล่าคงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บเรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทยซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง"การเมือง" ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"....อาจเป็นคำตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่ สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......
เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึก แบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น "พ่อของแผ่นดิน"..พระองค์ฯต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอดไป ....จริงไหมครับ..????
เพื่อนๆรักในหลวงเหมือนผมไหม
รักเพื่อนๆทุกคน
จตุวัฒน์(สฤษดิ์) เสตะจันทน์
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
การกินและดื่ม - THE PROPHET
THE PROPHET
"การกินและดื่ม"
คาลิล ยิบราน - เขียน
ระวี ภาวิไล - แปล
คาลิล เป็นกวีชาวเลบานอนที่ได้รับการขนานนามว่า
"วิลเลียมเบลคแห่งศตวรรษที่ ๒๐"
งานของคาลิลแสดงถึงความเห็นแจ้งในสัจธรรม
บทกวีของเขาจึงเป็นหลักธรรมที่
ผู้คนมากมายใช้นำทำการดำเนินชีวิตของตน
ท่อนกวีที่คัดมานี้เป็นส่วนหนึ่งของ The Prophet
"อัลมุสตาฟา" ตัวละครที่เป็นผู้เฒ่าที่ประจักแจ้งในธรรมแห่งชีวิต
ถูกร้องขอให้ถ่ายทอดความรู้สึกในเรื่อง การกินและการดื่ม
ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๒๖ หลักธรรมที่เขาได้ทิ่งไว้เป็น
ประทีบมรดกแก่ชนรุ่นหลัง
ปล. ผมแปลความเอาเองว่าการดื่มกินก็เทียบเท่า
ได้กับการบริโภคกินดื่มเพื่อการดำรงอยู่แห่งชีวิตนั่นเอง
และสิ่งที่ "อัลมุสตาฟา" กล่าว..ก็คือข้อสารที่ "คาลิล" สื่อไว้ให้กับเรา
......................
แล้วชายชราคนหนึ่ง เป็นเจ้าของโรงแรม กล่าวว่า
ได้โปรดพูดเรื่อง การกินและดื่ม ท่านกล่าวว่า
เรานี้อยากจะให้เธอดำรงชีพอยู่ได้
ด้วยความหอมหวานของพื้นดิน
และหล่อเลี้ยงอยู่ได้ด้วยแสงสว่าง เช่นเดียวกับกล้วยไม้
ท่านผู้เฒ่า "อัลมุสตาฟา" เชื่อว่าในอุดมติแล้ว
การบริโภคที่ปราศจาก และเว้น ซึ่งการเบียดเบียน
การดำรงชีพด้วยสรรพสิ่งจากธรรมชาติเดิมแท้ที่บริสุทธิ์
เป็นสุดยอดของการดำรงชีพ
แต่เนื่องด้วยเธอจำต้องฆ่าเพื่อกิน
และต้องฉกลักน้ำนมแม่โคจากลูกอ่อน
เพื่อบรรเทาความกระหาย
หากแต่ว่าเรา...เลือกที่่จะเบียดเบียนเพื่ออยู่รอด
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอันควรหรือจำเป็นหรือไม่ก็ไม่อาจทราบ
อย่างน้อยก็ต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้อง
ก็ขอจงกระทำด้วยความคารวะบูชา
และขอให้โต๊ะอาหารของเธอเป็นเช่นแท่นสังเวย
ซึ่งสิ่งที่สดและบริสุทธิ์จากทุ่งนาป่าเขา
ถูกนำมาวางเป็นพลีแก่สิ่งสะอาดและบริสุทธิ์กว่า
อันดำรงอยู่ในมนุษย์
โดย...
เราควรเคารพและระลึกถึงคุณของผู้เสียสละ
ที่มาเป็นอาหาร ผู้ถูกพรากหรือเบียดเบียน
เพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ของเรา
เราต้องไม่ทำตัวต่ำช้า ต้องประกอบแต่คุณความดี
เพื่อให้ควรค่าแก่การเสียสละของเขาเหล่านั้น
เมื่อเธอฆ่าสัตว์ จงกล่าวแก่มันในดวงใจว่า
อานุภาพเดียวกับที่ประหารเธอ จะประหารเราด้วย
และเราเองด้วยจะถูกกลืนไป
เพราะกฎเกณฑ์อันนำเธอมาสู่อุ้งมือเรานั้น
จะนำเราไปสู่อุ้งหัตถ์อันทรงอานุภาพกว่าด้วย
เลือดของเธอและเลือดของเรานั้นมิใช่อื่นใด
ต่างก็เป็นน้ำหล่อเลี้ยงพฤกษาแห่งสวรรค์
นอกจากทำตนให้ควรค่าแก้การสละแล้ว...
เราต้องรับรู้และเข้าใจว่าการเบียดเบียนที่เรากระทำ
ก็จะเกิดขึ้นกับเราเองเช่นกัน เป็นกฏแห่งกรรมที่เราต้อง
รับและทำความเข้าใจ
นี่เป็นวงจรที่เชื่อมโย
ชีวิตและสรรพสิ่งเข้าหากัน
เมื่อเธอกัดกินผลไม้ จงกล่าวแก่มันในใจว่า
เมล็ดพันธุ์ของเจ้าจักดำรงอยู่ในกายเรา
และดอกตูมในวันพรุ่งนี้ของเจ้า
ก็จักผลิบานในดวงใจเรา
และกลิ่นอันหอมระรื่นของเจ้า
จะเป็นลมหายใจของเรา
และเราก็จะร่วมเริงบันเทิงทุกฤดูกาล
และในฤดูใบไม้ร่วง
เมื่อเธอเด็ดพวงองุ่นนำจากไร่ไปสู่เครื่องบด
และเราก็จะถูกเก็บในภาชนะนิรันดรด้วย
เช่นเดียวกับเหล้าองุ่นใหม่ ในฤดูหนาว
เมื่อเธอรินเหล้าองุ่น
ขอให้เธอได้ร้องเพลงในดวงใจให้แก่แต่ละถ้วย
และในเพลงนั้นๆ ก็ขอให้มีความทรงจำ
ถึงวันในฤดูใบไม้ร่วง .....ถึงไร่องุ่น
และถึงเครื่องบดองุ่นด้วย
คุณ ความดี พลังสร้างสรรค์ และความสมดุล
อันเป็นหน้าที่ของผู้เสียสละจะยังคงอยู่
และถูกสานต่อผ่านตัวเรา ผ่านการประสบการณ์และการสร้างสรรค์ของเรา
และถูกสานต่อผ่านตัวเรา ผ่านการประสบการณ์และการสร้างสรรค์ของเรา
------------------------
สำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มรสกวีของคาลิลแบบเต็มโดยไม่มีความเห็นและการตีความของผมประกอบ ขอเชิญที่ลิงค์นี้เลยครับ
วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ความจริงไม่มีใครทุกข์
"ความจริงไม่มีใครทุกข์"
โดย: พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส
ที่มา http://www.phasornkaew.org/download/VDO/enlighten/special/index.htm
ถอดความโดย KindParticle [ขออภัย..ข้อความวรรคตอนอาจแตกต่างจากแหล่งบ้าง]
ความทุกข์มาจากไหน
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ที่มาของความทุกข์ จึงคิดว่า..ทุกข์มาจากผู้อื่นกระทำ บางคนก็คิดว่าทุกข์มาจากเราทำเอง
"ทุกข์มาจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง"
ชีวิตคืออะไร
หากเรารู้ว่าชีวิตคืออะไร เราจะปฏิบัติต่อชีวิตอย่างถูกวิธี
ความจริงในธรรมชาติของจักรวาล มีแค่รูปและนาม เพราะรูปคือมวลสารต่างๆที่หมุนรอบตัวเองในที่ว่าง จึงเกิดสนามพลังของนามธรรมอยู่รอบรูปธรรมนั้น สมมุติเรียกว่า "จิต" คือธรรมชาติแห่งการรับรู้
เพราะธาตุต่างๆที่รวมตัวอยู่ด้วยกันไม่คงที่ ความรับรู้ที่เกิดขึ้นในช่องว่าง รู้สึกถึงการจะแตกสลาย
ปฏิจจสมุปบาท
สิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่โดยตัวของมันเอง ไม่มีความคงที่อยู่อย่างเดิมแม้แต่ขณะเดียว จึงเป็นสภาวะที่พร้อมจะก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ไม่รู้เท่าทัน สิ่งต่างไม่มีตัวตนด้วยตนเอง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น
12 อาการแห่งทุกข์ ที่คนส่วนใหญ่ยังยึดติด ยังหาทางออกไม่พบ และประสบปัญหาเพิ่มขึ้น ความไม่เข้าใจเหตุปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบในสายใยของธรรมชาติ
หากเข้าใจปฏิจจสมุปบาท จะไม่สงสัยต่ออดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่า "เรา" มีหรือไม่อย่างไร เพราะสิ่งต่างๆอาศัยสิ่งอื่นๆเกิดขึ้นจึงคงที่อยู่ไม่ได้ เรียกว่า ทุกขลักษณะ แต่ไม่มีผู้ทุกข์ [ความสุขมีอยู่ก่อนแล้ว]
การเคลื่อนไหวในกระแสของธรรมชาตินั้น มีความสัมพันธ์ส่งผลต่อกันอย่างละเอียดซับซ้อน รูปปัจจัยอันหลากหลายกระทบกระทั่งเชื่อมต่อกันเป็นแพรัสมีสู่ผลอันหลากหลาย
"ผลอันหลากหลาย เกิดจากเหตุปัจจัยอันหลากหลาย" พุทธพจน์
เมื่อมีสติตามสังเกตุการทำงานของกายและใจ จะสามารถใช้เหตุปัจจัยอย่างถูกวิธี
วิสุทธิ 7
[ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ คือ ทุกข์ใจ - เสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย คือ สันติสุข]
หากผู้มีสติปัญญารู้จึงเลือกสร้างเหตุปัจจัยแห่งความสุข
โดย: พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส
ที่มา http://www.phasornkaew.org/download/VDO/enlighten/special/index.htm
ถอดความโดย KindParticle [ขออภัย..ข้อความวรรคตอนอาจแตกต่างจากแหล่งบ้าง]
ความทุกข์มาจากไหน
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ที่มาของความทุกข์ จึงคิดว่า..ทุกข์มาจากผู้อื่นกระทำ บางคนก็คิดว่าทุกข์มาจากเราทำเอง
"ทุกข์มาจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง"
ชีวิตคืออะไร
หากเรารู้ว่าชีวิตคืออะไร เราจะปฏิบัติต่อชีวิตอย่างถูกวิธี
ความจริงในธรรมชาติของจักรวาล มีแค่รูปและนาม เพราะรูปคือมวลสารต่างๆที่หมุนรอบตัวเองในที่ว่าง จึงเกิดสนามพลังของนามธรรมอยู่รอบรูปธรรมนั้น สมมุติเรียกว่า "จิต" คือธรรมชาติแห่งการรับรู้
เพราะธาตุต่างๆที่รวมตัวอยู่ด้วยกันไม่คงที่ ความรับรู้ที่เกิดขึ้นในช่องว่าง รู้สึกถึงการจะแตกสลาย
- จึงเกิดความต้องการที่จะเติมเต็ม [โลภะ]
- เกิความรู้สึกขัดขวาง [โทสะ]
- เกิดความไม่รู้ที่แฝงตัวมา [โมหะ]
ปฏิจจสมุปบาท
สิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่โดยตัวของมันเอง ไม่มีความคงที่อยู่อย่างเดิมแม้แต่ขณะเดียว จึงเป็นสภาวะที่พร้อมจะก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ไม่รู้เท่าทัน สิ่งต่างไม่มีตัวตนด้วยตนเอง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น
- เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง [อวิชชา]....จึงเกิดความคิดปรุงแต่ง [สังขาร]
- เพราะเกิดความคิดปรุงแต่ง....จึงรับรู้ถึงความรู้สึก [วิญญาณ]
- เพราะการรับรู้ถึงความคิดนั้น....จึงส่งผลสู่อารมณ์และบุคคลิกภาพ [นามรูป]
- บุคคลิกภาพนั้นส่งต่อให้เครื่องมือการรับรู้ทำงาน [สฬายตนะ]
- เพราะการรับรู้ทำงาน....จึงเกิดการกระทบระหว่างภายใน-ภายนอก [ผัสสะ]
- เพราะการกระทบทำ....ให้เกิดอารมณ์สุขทุกข์และเฉยๆ [เวทนา]
- อารมณ์ที่สุขก็อยากได้ อารมณ์ที่ทุกข์ก็อยากผลักไส [ตัณหา]
- เพราะความอยาก....จึงเข้าไปยึดกับสิ่งที่ต้องการ [อุปาทาน]
- เพราะยึดกับสิ่งที่ต้องการ...จึงลงมือก่อพฤติกรรม [ภพ]
- เมื่อก่อพฤติกรรมดีหรือเลว...จึงเกิดคำว่า "เรา" ดี หรือเลว ขึ้นในใจ [ชาติ]
- แต่สิ่งเหล่านั้นก็เสื่มสลายไปตามเหตุปัจจัย [ชรา มรณะ]
12 อาการแห่งทุกข์ ที่คนส่วนใหญ่ยังยึดติด ยังหาทางออกไม่พบ และประสบปัญหาเพิ่มขึ้น ความไม่เข้าใจเหตุปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบในสายใยของธรรมชาติ
หากเข้าใจปฏิจจสมุปบาท จะไม่สงสัยต่ออดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่า "เรา" มีหรือไม่อย่างไร เพราะสิ่งต่างๆอาศัยสิ่งอื่นๆเกิดขึ้นจึงคงที่อยู่ไม่ได้ เรียกว่า ทุกขลักษณะ แต่ไม่มีผู้ทุกข์ [ความสุขมีอยู่ก่อนแล้ว]
การเคลื่อนไหวในกระแสของธรรมชาตินั้น มีความสัมพันธ์ส่งผลต่อกันอย่างละเอียดซับซ้อน รูปปัจจัยอันหลากหลายกระทบกระทั่งเชื่อมต่อกันเป็นแพรัสมีสู่ผลอันหลากหลาย
"ผลอันหลากหลาย เกิดจากเหตุปัจจัยอันหลากหลาย" พุทธพจน์
เมื่อมีสติตามสังเกตุการทำงานของกายและใจ จะสามารถใช้เหตุปัจจัยอย่างถูกวิธี
วิสุทธิ 7
- เพราะไม่มีใครหนีผัสสะทางอายตนะต่างๆได้ เมื่อเกิดการกระทบรู้เท่าทันใจก็ปกติ เรียกว่า สีลวิสุทธิ
- จิตจึงตั้งมั่นไม่ถูกครอบงำด้วยอกุศล เรียกว่า จิตตวิสุทธิ
- จึงเกิดความเห็นถูกของรูปนามตามความเป็นจริง เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ
- และเห็นเหตุปัจจัยของรูปและนามจนหายสงสัย เรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ
- สามารถเลือกมุมมองอย่างถูกวิธีของสิ่งที่เกิดขึ้นกับรูปและนาม เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ
- เห็นลักษณะความเกิดดับในขันธ์ 5 ยอมรับในความเป็นจริงด้วยใจเป็นกลาง เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ
- จิตจึงไม่ปนเปื้อนด้วยตัณหาและการนึกคิดปรุงแต่ง และทวนเข้าหาธรรมชาติเดิมคือความสุขที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือพระนิพพาน เรียกว่า ญาณทัสสนะวิสุทธิ
[ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ คือ ทุกข์ใจ - เสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย คือ สันติสุข]
หากผู้มีสติปัญญารู้จึงเลือกสร้างเหตุปัจจัยแห่งความสุข
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ปรัชญาโกโก้ร้อนๆ...จ้า
ในงานคืนสู่เย้า เหล่าศิษย์เก่าที่ก้าวหน้าในการงานดีหารือกันแล้วตัดสินใจที่จะไปเียี่ยมอาาจารย์ของพวกเขาที่ได้เกษียณไปแล้ว
ส่วนอาจารย์ก็เข้าครัว แล้วก็กลับออกมากับกาใบใหญ่ใส่โกโก้ร้อนๆหอมฉุย พร้อมแก้วสารพัดแบบ ทั้ง กระเบื้อง, แก้ว และ แก้วเีจียรนัย บางใบก็เรียบๆ บางใบก็ดูแพงซะ บางใบก็อย่างหรูเลิศ แล้วอาจารย์ก็บอกเหล่าศิษย์ให้บริการตัวเองได้เลย
เมื่อทุกคนพร้อมได้โกโก้ร้อนคนละแก้วอยู่ในมือแล้ว อาจารย์ก็เริ่ม...
"นี่..พวกเธอเห็นมั้ยว่าแก้วใบหรูๆดูดีๆหนะ ถูกเอาไปหมดเลย เหลือแต่ใบเรียบๆถูกๆเท่านั้น มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาีที่พวกเธอขวนขวายหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเธอเอง แต่ในการทำแบบนั้นมันก็สร้างปัญหา และนำความเครียดมาให้เธอเช่นกัน ถ้วยโกโก้ที่พวกเธอใช้ดื่มหนะ ไม่ได้ช่วยให้โกโก้มีคุณภาพดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่นะ มันกลับทำให้โกโก้แพงขึ้น และบางครั้งมันซ่อนสิ่งที่เธอดื่มด้วยซ้ำ"
"ที่จริง..เธอแค่ต้องกาีรโกโก้ร้อนๆอร่อยๆ ไม่ใช่ถ้วยนั่นหรอก แต่เธอก็จงใจเลือกถ้วยใบที่ดูดีที่สุด จากนั้น..เธอก็เริ่มที่จะแอบเหล่ถ้วยโกโก้ของคนอื่น ถ้าครูจะบอกว่า..ชีวิตก็คือโกโก้ร้อนๆ เงินทอง หน้าที่การงาน และฐานะทางสังคมเป็น(แค่)ถ้วย มันก็แค่เครื่องมือช่วยรองรับชีวิต ถ้วยของพวกเธอไม่ได้เป็นตัวกำหนด บ่งบอก หรือเปลี่ยนคุณภาพของชีวิตเธอเลย เมื่อเธอหมกมุ่นอยู่กับถ้วย เธอก็จะพลาดการลิ้มรสอร่อยของโกโก้ร้อนแสนอร่อยที่พระเจ้าทรงประทานมาให้ พระเจ้าสร้างโกโก้ร้อน ส่วนพวกเธอเลือกถ้วย...
ความสุขสุดยอดของคนไม่ได้อยู่ที่มี(ของ)ทุกอย่าง แต่อยู่ที่ได้ดื่มด่ำสุดๆและทำให้ดีที่สุดกับทุกอย่างที่มี....
เธอจงอยู่อย่างเรียบง่าย เปี่ยมด้วยเมตตา ห่วงใยจริงใจ พูดด้วยใจอารี แล้วก็ ดื่มด่ำกับโกโก้ร้อนแสนอร่อยของคุณซะ"
[ขออภัย..หากการแปลนี้มีแหกเนื้อหาหรืออารมณ์ของต้นฉบับบ้างนะครับ]
The Wisdom In Hot Chocolate
(Author Unknown)
A group of graduates, well-established in their career, were talking at a reunion and decided to visit their old university professor, now retired.
During their visit, the conversation turned to complaints about stress in their work and lives.
Offering his guests hot chocolate, the professor went to the kitchen and returned with a large pot of hot chocolate and an assortment of cups - porcelain, glass, crystal, some plain-looking, some expensive, some exquisite - telling them to help themselves to the hot chocolate.
When they all had a cup of hot chocolate in hand, the professor said: "Notice that the nice-looking, expensive cups were taken, leaving behind the plain and cheap ones. While it is normal for you to want only the best for yourselves, that is the source of your problems and stress. The cup you're drinking from adds nothing to the quality of the hot chocolate. In most cases, it is just more expensive, and in some cases, even hides what we drink.
"What all of you really wanted was hot chocolate, not the cup. But you consciously went for the best cups. And then, you began eyeing each other's cups. Now, consider this: Life is the hot chocolate; your money, job, position in society are the cups. They are just the tools to hold and contain life. The cup you have does not define nor change the quality of life you have. Sometimes, by concentrating only on the cup, we fail to enjoy the hot chocolate God has provided us. God made the hot chocolate; man chooses the cup. The happiest of people do not have everything. They make the best of everything they have. Live simply. Love generously. Care deeply. Speak kindly. And enjoy your hot chocolate. "
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

